เกี่ยวกับสถานที่
วัดโทไดจิ (Tōdai-ji) หรือที่รู้จักกันในชื่อ "วัดใหญ่แห่งทิศตะวันออก" เป็นหนึ่งในโบราณสถาน ที่น่าประทับใจและเป็นสัญลักษณ์ที่สุดของญี่ปุ่น วัดพุทธนิกายเคงอนแห่งนี้ตั้งอยู่ใจกลางสวนนารา เป็นที่ประดิษฐานของ "ไดบุตสึ" (Daibutsu) หรือพระพุทธรูปสำริดขนาดมหึมาของพระไวโรจนะพุทธเจ้า (Birushana Butsu) ซึ่งเป็นตัวแทนของแก่นแท้แห่งสากลจักรวาลของพระพุทธเจ้าและสัญลักษณ์ของการคุ้มครองประเทศ วิหารหลวง (Daibutsuden) ซึ่งเป็นอาคารไม้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก สร้างความตื่นตาด้วยขนาดที่มหึมา เสาไม้สนไซเพรสและโครงสร้างที่น่าเกรงขามทำให้ผู้มาเยือนรู้สึกตัวเล็กไปถนัดตาเมื่อเทียบกับความยิ่งใหญ่ทางจิตวิญญาณและฝีมือมนุษย์ในสมัยนารา ท่ามกลางกวางศักดิ์สิทธิ์และผืนป่าโบราณ โทไดจิไม่ใช่เพียงแค่วัด แต่เป็นประจักษ์พยานที่มีชีวิตถึงช่วงเวลาที่พุทธศาสนากลายเป็นศาสนาประจำชาติและเป็นประภาคารแห่งสันติภาพและความมั่งคั่งของญี่ปุ่น ในฐานะมรดกโลกของ UNESCO วัดแห่งนี้ยังคงถ่ายทอดความรู้สึกอัศจรรย์และความสงบอันเป็นนิรันดร์
ประวัติความเป็นมา
ประวัติของวัดโทไดจิเริ่มต้นในปี ค.ศ. 728 ด้วยวัดคินโชจิ ซึ่งสร้างขึ้นโดยจักรพรรดิโชมูเพื่ออุทิศส่วนกุศลแด่เจ้าชายโมโตอิพระโอรสผู้ล่วงลับ ในปี 741 จักรพรรดิโชมูมีพระราชโองการให้สร้างระบบวัดประจำจังหวัดทั่วประเทศ (Kokubun-ji) และวัดคินโชจิได้รับการยกฐานะเป็นวัดหลัก ต่อมาในปี 743 พระองค์ได้ประกาศสร้างพระใหญ่เพื่อคุ้มครองประเทศจากภัยพิบัติและโรคระบาด การหล่อองค์พระไวโรจนะพุทธเจ้าเริ่มขึ้นในปี 743 และเสร็จสิ้นในปี 749 วิหารหลวง (Daibutsuden) ถูกสร้างขึ้นพร้อมกันและมีพิธีเบิกเนตร (Daibutsu Kaigen) ในปี 752 โดยมีอดีตจักรพรรดิโชมู จักรพรรดินีโคเมียว และพระสงฆ์จากทั่วโลกพุทธศาสนาเข้าร่วม รวมถึงพระภิกษุชาวอินเดีย "โพธิเสนะ" ผู้เป็นคนระบายเนตรให้องค์พระ วัดแห่งนี้กลายเป็นศูนย์กลางของนิกายเคงอนและวัดหลักของระบบวัดทั่วประเทศ วัดได้รับความเสียหายอย่างหนักหลายครั้ง: ในปี 1180 ระหว่างสงครามเกนเปย์ (ไฟไหม้จากการบุกของกองทัพไทระ โนะ ชิเงฮิระ) และอีกครั้งในปี 1567 วิหารหลวงในปัจจุบันสร้างขึ้นใหม่ในปี 1709 (ยุคเกนโรคุ) โดยมีขนาดเพียงสองในสามของขนาดเดิมเนื่องจากข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ องค์พระใหญ่เองก็ได้รับการบูรณะหลายครั้ง ครั้งล่าสุดคือในปี 1692 ในปี 1998 วัดได้รับขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกภายใต้อนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์แห่งนาราโบราณ
🎴 สาระน่ารู้
องค์พระใหญ่มีความสูง 14.98 เมตร (ขณะประทับนั่ง) หนักประมาณ 500 ตัน ทำจากสำริดและมีร่องรอยการปิดทองดั้งเดิม ฝ่ามือที่แบออกมีขนาดเท่ากับตัวผู้ใหญ่หนึ่งคนและพระพักตร์มีความยาวกว่า 5 เมตร
วิหารหลวงในปัจจุบันเป็นอาคารไม้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก แม้จะมีขนาดเพียงสองในสามของขนาดดั้งเดิม (ซึ่งเคยกว้างยาวประมาณ 88 x 52 เมตร) เสาไม้สนไซเพรสยักษ์ทั้ง 84 ต้นถือเป็นความมหัศจรรย์ทางวิศวกรรม
หนึ่งในเสาของวิหารมีรูขนาดเท่ารูพระนาสิกของพระใหญ่: ตำนานเล่าว่าใครที่ลอดผ่านรูนี้ได้จะบรรลุการตรัสรู้ (เป็นที่นิยมมากในหมู่เด็กๆ)
เดิมทีวัดเคยมีเจดีย์เก้าชั้นสององค์ซึ่งสูงที่สุดในยุคนั้น แต่ปัจจุบันไม่มีอยู่แล้ว
พิธีเบิกเนตรในปี 752 เป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น โดยมีพระสงฆ์และบุคคลสำคัญจากทั่วเอเชียนับพันเข้าร่วม
นอกจากพระใหญ่แล้ว ยังมีรูปปั้นที่น่าทึ่งอย่างทวารบาล (Kongō Rikishi) ที่ประตูนันไดมอน ซึ่งแกะสลักโดยอุนเคอิและไคเคอิในศตวรรษที่ 13
โชโซอิน (หอเก็บสมบัติของวัด) เก็บรักษาวัตถุโบราณกว่า 9,000 ชิ้นจากสมัยนารา รวมถึงสมบัติจากเส้นทางสายไหม ซึ่งจะนำมาจัดแสดงเพียงบางส่วนในฤดูใบไม้ร่วง
กวางศักดิ์สิทธิ์แห่งนาราเดินไปมาอย่างอิสระในบริเวณวัด และถือเป็นผู้นำสารจากเทพเจ้า
นิกายเคงอน ซึ่งมีโทไดจิเป็นศูนย์กลาง เน้นเรื่องความเชื่อมโยงของสรรพสิ่ง (ข่ายใยแห่งพระอินทร์)
ในช่วงเทศกาลโอมิซุโทริ (เทศกาลเดือนมีนาคมที่วิหารนิกัตสึโด) จะมีพิธีกรรมตักน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ดึงดูดผู้แสวงบุญนับพันคน
แม้จะถูกทำลายและสร้างใหม่หลายครั้ง แต่โทไดจิยังคงสืบทอดเจตนารมณ์ดั้งเดิมของจักรพรรดิโชมู: การใช้พุทธศาสนาเพื่อนำมาซึ่งสันติภาพและการคุ้มครองประเทศชาติ